28/7/56

นิทานเซ็น แพทย์สงคราม

นิทานเซ็น แพทย์สงคราม

ยังมีแพทย์สงครามผู้หนึ่ง ทำหน้าที่รักษาเหล่าทหารที่บาดเจ็บในสมรภูมิรบมานับไม่ถ้วน ทหารหลายรายได้รับการรักษาจากแพทย์สงครามจนหายดี แต่กลับไปเสียชีวิตกลางสนามรบก็มีไม่น้อย

เหตุการณ์เหล่านี้วนเวียนไป จนกระทั่งนานวันเข้าแพทย์สงครามค่อย ๆ สั่งสมความทุกข์ขึ้นในจิตใจจนถึงที่สุด เขาเอาแต่ครุ่นคิดว่า
“หากทหารที่ตายในสนามรบเหล่านั้นชะตาขาดอยู่แล้ว เหตุใดต้องมาให้ข้ารักษาจนหายก่อนค่อยไปตายอีก และหากข้ารักษาคนเจ็บจนหายดีแต่สุดท้ายเขาต้องกลับไปตายในสงคราม เช่นนั้นวิชาแพทย์ของข้าจะมีความหมายอันใด” เมื่อคิดถึงตอนนี้ เขาจึงรู้สึกว่าการเป็นแพทย์สงครามนั้นช่างไร้ค่าสิ้นดี

แพทย์สงครามไม่อาจปฏิบิติหน้าที่ต่อไปได้ จึงตัดสินใจออกเดินทางขึ้นเขาไปพบอาจารย์เซน และบอกเล่าถึงความทุกข์ใจของตนเอง ทั้งยังถามอาจารย์เซนว่า หากเหตุการณ์ยังวนเวียนอยู่เช่นนี้ต่อไปเขายังจะดำรงอาชีพเป็นแพทย์สงครามไป ทำไม
?

เขารั้งอยู่บนยอดเขากับอาจารย์เซน ผ่านวันเวลาเนิ่นนานในการหาคำตอบ จนกระทั่งวันหนึ่งจึงได้กลับลงเขามาเป็นแพทย์สงครามเช่นเดิม เนื่องจากเขาค้นพบคำตอบของคำถามนี้แล้ว

แพทย์สงครามกล่าวกับตนเองว่า
“ที่ข้าต้องทำหน้าที่ต่อไป เนื่องเพราะข้าคือแพทย์ผู้หนึ่งอย่างไรเล่า”

ปัญญาเซ็น
: สรรพสิ่งเป็นไปตามธรรมชาติแห่งเหตุปัจจัย อยู่กับปัจจุบัน มองสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็น มิใช่ตามที่ตนอยากหรือไม่อยากให้เป็น

15/7/56

นิทานเซ็น พร่ามึนแผ่นทอง



นิทานเซ็น พร่ามึนแผ่นทอง

ในสมัยฮ่องเต้ถังเจาจง มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาฝีฝักบัวผู้หนึ่ง นามว่า เมิ่งฝู่ ซึ่งมีฝีมือโด่งดังทั่วแผ่นดิน เนื่องจากวิธีการรักษามีเคล็ดลับเฉพาะตัวที่แตกต่างจากแพทย์ผู้อื่น ทั้งย้งรักษาให้คนไข้หายขาดจากโรคได้ทุกราย ดังนั้นคราใดที่ในวังปรากฏผู้เป็นโรคฝีฝักบัว ก็มักจะตามเมิ่งฝู่ เข้าไปให้การรักษาเสมอๆ
เวลาผ่านไปหลายปีเกิดมีสงครามขึ้น ณ เมืองหลวง เมิ่งฝู่จึงเดินทางย้ายไปพำนักยังเมืองเสฉวน และเนื่องจากช่วงหลายปีที่เคยได้ใกล้ชิดวังหลวงในเมืองฉางอาน ทำให้เขาจดจำการตกแต่งวังหลวงได้อย่างขึ้นใจ ทั้งยังเป็นแพทย์ผู้มั่งคั่ง ทำให้เมิ่งฝู่ตกแต่งห้องๆ หนึ่งในบ้านใหม่ ณ เมืองเสฉวน โดยเลืยนแบบห้องในวังหลวง ซึ่งตกแต่งได้อย่างหรูหราประณีต ประตูหน้าต่างงามวิจิตร ตั่ง เตียง เก้าอี้ เครื่องใช้ต่าง ๆ ในห้องล้วนปิดไว้บาง ๆ ด้วยแผ่นทองคำเปลว ทำให้เมื่อย่างเท้าก้าวเข้าไปในห้อง จึงสว่างเจิดจ้าไปด้วยแสงสะท้อนของทองคำ ละลานจนสายตาผู้มองพร่าเลือน
ทุกครั้งที่มีญาติพี่น้อง เพื่อนฝูง หรือแขกเหรื่อมาเยี่ยมเยียน เมิ่งฝูต่างพามาชื่นชมห้องน้อยแห่งนี้ ซึ่งผู้พบเห็นต่างทอดถอนใจไปกับความงามของห้อง และเมื่อแขกเหรื่อกลับไป ต่างกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า “เมื่ออยู่ในห้องน้อยแปะทองคำทั่วห้องของแพทย์เมิ่งฝู่ได้เพียงครู่เดียว ก็ให้รู้สึกพร่ามึนไปกับแผ่นทองคำเปลวที่มากมายเหล่านั้น”
“จื่อจุ้ยจินหมี” หรือ “พร่ามึนแผ่นทอง” เดิมแปลตรงตัว หมายถึง โดนแสงเจิดจ้าของแผ่นทองคำสะท้อนเข้าตาทุกทิศทุกทางจนพร่ามึน ภายหลังใช้เพื่อเปรียบเทียบถึงความหรูหราฟุ่มเฟือย
http://www.manager.co.th/China/ViewNews.aspx?NewsID=9520000052332

นิทานเซ็น พระเซ็นกับขอทาน





นิทานเซ็น พระเซ็นกับขอทาน


นิทานเซ็น พระเซ็นกับขอทาน
มี ขอทานพิการเหลือแขนเพียงข้างเดียวผู้หนึ่ง เดินทางเข้าไปยังวัดเซนที่พระเซนนามฟังจั้งพำนักอยู่ เพื่อขอรับทาน ทว่าเมื่อเอ่ยปาก พระฟังจั้งกลับชี้มือไปยังกองอิฐและบอกกับขอทานแขนเดียวว่า “ท่านช่วยย้ายอิฐกองนั้นไปยังหลังวัดก่อนเถอะ”
ขอทานแขนเดียวได้ยินครั้งแรกก็ไม่พอใจ กล่าวว่า “ข้าเหลือแขนเพียงข้างเดียวจะย้ายอิฐได้อย่างไร ข้ามาขอทาน หากท่านไม่อยากให้ทานก็ไม่เป็นไร ไฉนต้องล้อเลียนผู้อื่นถึงเพียงนี้”
พระเซนไม่เอ่ยโต้ตอบ เพียงแต่เดินไปยกก้อนอิฐโดยใช้แขนเพียงข้างเดียว จากนั้นค่อยกล่าวเรียบ ๆ ว่า “งานประเภทนี้ แม้มีแขนข้างเดียวก็สามารถทำได้”
เมื่อเห็นดังนั้น ขอทานจึงได้ทำตาม โดยค่อย ๆ ย้ายก้อนอิฐไปยังหลังวัด ทีละก้อน ทีละก้อน ใช้เวลาพักใหญ่จึงย้ายก้อนหินได้หมดกอง จากนั้นพระเซนจึงมอบเงินค่าตอบแทนให้กับขอทานจำนวนหนึ่ง ขอทานเห็นดังนั้นก็ดีใจมากพลางกล่าวคำ “ขอบคุณท่าน ขอบคุณท่าน” ไม่หยุด
พระฟังจั้งจึงตอบว่า “ไม่ต้องขอบคุณเรา เพราะเงินนี้มาจากน้ำพักน้ำแรงของท่านเอง”
ขอทานจึงเอ่ยด้วยความสำนึกว่า “ข้าจะจดจำวันนี้เอาไว้” จากนั้นจึงก้มตัวค้อมคำนับด้วยความตื้นตันก่อนเดินทางจากไป
ผ่านไปหลายวัน มีขอทานอีกผู้หนึ่งเดินทางมาขอทานที่วัดนี้ พระฟังจั้งพาขอทานผู้นี้เดินมาที่หลังวัด จากนั้นชี้ไปยังกองอิฐและกล่าวว่า “ท่านช่วยย้ายอิฐกองนั้นไปยังหน้าวัดก่อนเถอะ” ทว่าขอทานผู้มีแขนขาครบผู้นี้กลับไม่สนใจคำกล่าวของพระเซน ได้แต่หันกายจากไปโดยพลัน
บรรดาสานุศิษย์ในวัดเห็นดังนั้นจึงเอ่ยถามพระฟังจั้งว่า “คราวก่อนท่านอาจารย์ให้ขอทานย้ายอิฐมายังหลังวัด ไฉนวันนี้กลับประสงค์ให้ขอทานอีกผู้หนึ่งย้ายอิฐกลับไปหน้าวัด ที่แท้แล้วท่านอาจารย์อยากให้นำก้อนอิฐไปไว้ที่ใดกันแน่?”
พระเซนฟังจั้งตอบศิษย์เพียงสั้น ๆ ว่า “อิฐวางไว้หน้าวัดหรือหลังวัดล้วนไม่ต่างกัน ทว่าจะย้ายหรือไม่ย้ายต่างหากที่สำคัญสำหรับขอทานเหล่านั้น”
วันเวลาผ่านไปหลายปี วันหนึ่งปรากฏคนผู้หนึ่งท่าทางภูมิฐานเดินทางมาที่วัด คนผู้นี้มีแขนเพียงข้างเดียว ที่แท้แล้วคือขอทานแขนเดียวเมื่อหลายปีก่อน ซึ่งนับตั้งแต่วันที่เขาพบพระฟังจั้งในครั้งนั้น เขาจึงค่อยได้รู้ถึงคุณค่าในตัวเอง จากนั้นจึงหาทางประกอบสัมมาอาชีพที่เหมาะสมกับสภาพร่างกาย จนในที่สุดได้พบกับความสุข สำเร็จในชีวิต…ส่วนขอทานอีกผู้หนึ่งนั้น ยังคงเป็นขอทานอยู่เรื่อยมา
ปัญญาเซน : เชื่อมั่นในตนเอง รู้คุณค่าในตนเอง และพึ่งพาตนเอง คือคุณสมบัติพื้นฐานที่สำคัญยิ่งในการเป็นมนุษย์
ที่มา : หนังสือ 《菩提树下听禅的故事》, 惟真 เรียบเรียง, สำนักพิมพ์ 中国华侨出版社, 2004.08, ISBN 7-80120-851-X

14/7/56

นิทานเซ็น ผีบนต้นไม้



นิทานเซ็น ผีบนต้นไม้

นิทานเซ็น ผีบนต้นไม้
อาจารย์เซ็นอวิ๋นจีว์ นามเดิมเต้าฉี ชาวเมืองหนานชัง มักจะไปนั่งวิปัสสนายังถ้ำในป่าลึกเป็นประจำ พอดีกับที่ในละแวกนั้น มีเด็กซนกลุ่มหนึ่งคิดแผนการแกล้งอาจารย์เซน ด้วยการหลบซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ ณ เส้นทางที่อาจารย์เซนอวิ๋นจีว์ต้องเดินผ่าน
ยามค่ำ เมื่ออาจารย์เซ็นเดินผ่านมา เด็กซนผู้หนึ่งจึงยื่นมือฝ่าความมืดลงไปลูบศีรษะอาจารย์เซ้น โดยเดิมทีเหล่าเด็กซนคาดการณ์ว่าอาจารย์เซ็นจะต้องสะดุ้งตกใจเพราะคิดว่าเป็น ผีมาหลอก ทว่าเมื่อโดนลูบศีรษะอาจารย์เซ็นกลับสงบสำรวมดังเดิม เมื่อผิดคาด เหล่าเด็ก ๆ จึงเป็นฝ่ายตกใจจนหดมือกลับไปเอง ส่วนอาจารย์เซ็นก็เดินต่อไปราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
วันถัดมา เหล่าเด็กซนยังไม่ละความพยายาม มาดักรออาจารย์เซ็น เมื่อพบหน้าก็แกล้งเอ่ยถามว่า “ท่านอาจารย์ ได้ข่าวว่าละแวกนี้มีผีออกอาละวาดหลอกหลอน เกิดเรื่องเช่นนี้จริงหรือไม่?”
อาจารย์เซ็นอวิ๋นจีว์ตอบว่า “ไม่จริง”
เหล่าเด็กยังคงถามต่อไปว่า “จริงหรือ แต่พวกเราได้ยินมาว่า ยามค่ำคืนมีคนโดนผีร้ายจับศีรษะด้วยนะ”
อาจารย์เซ็นตอบว่า “นั่นมิใช่ผีร้าย เป็นเพียงเด็กในหมู่บ้าน”
เด็ก ๆ ต่างงุนงงที่อาจารย์เซ็นรู้ทันจึงถามว่า “ท่านทราบได้อย่างไร?”
อาจารย์เซ็นจึงชี้แจงว่า “เพราะมือที่จับศีรษะนั้นทั้งนุ่มนิ่มและอบอุ่น ย่อมมิใช่ผีร้าย”
ผู้เผชิญความตายแล้วไม่กลัวเกรง คือแม่ทัพใหญ่ ผู้เข้าป่าไม่กลัวสัตว์ร้ายย่อมเป็นนายพราน ผู้ลงน้ำไม่เกรงสิ่งใดมีเพียงชาวประมง ส่วนผู้บรรลุแล้วย่อมไร้ซึ่งความหวาดกลัวอันใด
ปัญญาเซ็น : เมื่อรู้แจ้งย่อมไร้ซึ่งจิตขลาดกลัว

นิทานเซ็น ผ่าท้องซ่อนไข่มุก





นิทานเซ็น ผ่าท้องซ่อนไข่มุก



นิทานเซ็น ผ่าท้องซ่อนไข่มุก
ครั้งหนึ่งในรัชสมัยของฮ่องเต้ถังไท่จง แห่งราชวงศ์ถัง ขณะที่องค์ฮ่องเต้กำลังสนทนาปราศรัยอยู่กับเหล่าข้าราชสำนัก ถังไท่จงฮ่องเต้ ได้กล่าวถึงเรื่องราวหนึ่งว่า
“ณ ดินแดนตะวันตกอันไกลโพ้น มีพ่อค้าวานิชย์ผู้หนึ่ง ด้วยความบังเอิญได้มีโอกาสครอบครองไข่มุกล้ำค่ามากชนิดที่ไม่เคยได้พบเจอมา ก่อน ทำให้เขาตื่นเต้นยินดีเป็นอันมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีความกังวลว่ามุกเลอค่านั้นจะโดนขโมยไป ไม่ว่าจะเก็บรักษาไว้ที่ใดก็ไม่ทำให้เขารู้สึกวางใจได้ สุดท้ายจึงได้คิดวิธีการหนึ่งขึ้นมา คือคิดที่จะผ่าท้องของตัวเองแล้วนำไข่มุกไปซ่อนเอาไว้ในนั้น เพราะมีแต่ทำเช่นนี้จึงจะแน่ใจว่ามุกจะไม่ถูกมือดีโจรกรรมไปเป็นแน่ ทว่าเมื่อลงมือผ่าท้องตัวเอง ชายผู้นั้นก็สิ้นใจทันที”
เมื่อเล่าจบ ถังไท่จงจึงกล่าวต่อไปว่า “เรื่องเล่านี้เป็นเรื่องที่เราเคยได้ยินมา พวกท่านเล่า คิดว่าโลกนี้ยังมีคนเช่นนี้อยู่จริงหรือ?”
เหล่าข้าราชบริพารต่างพากันตอบว่า “น่ากลัวมี”
ถังไท่จงจึงกล่าวอีกว่า “ทุกคนต่างทราบดีว่า เหตุการณ์ที่พ่อค้าวานิชย์รักถนอมไข่มุกมากกว่ารักถนอมชีวิตตนเองนั้น เป็นเรื่องชวนหัว น่าสมเพช แต่กลับมีขุนนางบางรายเนื่องเพราะกินสินบาท คาดสินบนจนทำร้ายทำลายถึงชีวิตของตัวเอง มีจักรพรรดิที่เสพสุขอย่างไร้ขีดจำกัดจนกระทั่งต้องสูญเสียประเทศชาติ เช่นนี้มิใช่เรื่องน่าขันเช่นเดียวกับเรื่องของพ่อค้าผู้นี้หรอกหรือ?”
ในตอนนั้น เว่ยเจิง ขุนนางและที่ปรึกษาคู่ใจขององค์ฮ่องเต้ถังไท่จง ได้กล่าวว่า “เนื่องเพราะผู้ที่ถูกอำนาจเงินตราบังตา ละโมบโลภมาก จนกระทั่งลืมแม้แต่ชีวิตของตนเองนั้นมีอยู่จริง ในสมัยที่ขงจื๊อเป็นขุนนางอาวุโสแห่งแคว้นหลู่นั้น หลู่อายกง เจ้าครองแคว้นได้กล่าวกับขงจื๊อว่า “มีคนป่วยเป็นโรคขี้ลืมบางจำพวก ย้ายบ้านไปแต่กลับลืมเลือนภรรยา” ขงจื๊อตอบว่า “นั่นไม่นับว่าแปลก ยังมีคนที่เป็นโรคขี้ลืมหนักว่านั้น “เจี๋ย, โจ้ว กระทั่งลืมเลือนแม้แต่ตัวตนของตนเอง” (เจี๋ย หมายถึง กษัตริย์ทรราชย์สมัยราชวงศ์เซี่ย ส่วน โจ้ว หมายถึง กษัตริย์ทรราชย์สมัยราชวงศ์ซาง ซึ่งทั้งสองต่างก็เป็นกษัตริย์องค์สุดท้าย ก่อนที่ราชวงศ์ของตนเองจะโดนล้มล้าง)
“โพวฟู่ฉางจู” หรือ “ผ่าท้องซ่อนมุก” ใช้เพื่อเปรียบเปรยกับการเห็นแก่ทรัพย์สมบัติจนทำลายตนเอง หรือการเรียงลำดับความสำคัญของเรื่องต่าง ๆ กลับตาลปัตร
ที่มา http://baike.baidu.com